อารยธรรมโรมัน
อารยธรรมโรมันมีศูนย์กลางอยู่ที่แหลมอิตาลี
เป็นอารยธรรมของพวกอินโด-ยูโรเปียนเผ่าละติน (Latin) ซึ่งอพยพจากทางตอนเหนือมาตั้งถิ่นฐานในแหลมอิตาลีเมื่อประมาณ
1000 ปีก่อนคริสต์ศักราช และเรียกตัวเองว่า “โรมัน” พวกโรมันได้ขยายอิทธพลเข้าครอบครองดินแดนที่เป็นศูนย์กลางความเจริญของอารยธรรมเฮลเลนิสติกซึ่งสลายเมื่อประมาณปี
146 ก่อนคริสต์ศักราช และดินแดนอื่นๆ
ทั้งในยุโรปและแอฟริกาเหนือ
ทำให้อารยธรรมของโลกตะวันออกซึ่งผสมผสานอยู่ในอารยธรรมกรีกได้ขยายเข้าไปในทวีปยุโรป
และเป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันตกในปัจจุบัน
1.ปัจจัยส่งเสริมการขยายอำนาจของจักรวรรดิโรมัน
จักรวรรดิโรมันขยายอำนาจที่ยิ่งใหญ่เหนือดินแดนต่างๆ
นานหลายร้อยปี โดยมีปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมการขยายอำนาจของโรมันคือ
สภาพภูมิศาสตร์ของแหลมอิตาลี ระบอบการปกครอง และกองทัพโรมัน
สภาพภูมิศาสตร์ของแหลมอิตาลี
แหลมอิตาลีตั้งอยู่กึ่งกลางทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ระหว่างคาบสมุทรบอลข่านและคาบสมุทรไอบีเรีย
ซึ่งสะดวกต่อการติดต่อกับเอเชียไมเนอร์และยุโรปตอนใต้
นอกจากนี้รูปร่างของแหลมอิตาลียังเปรียบเสมือนรองเท้าบูตที่ยื่นเข้าไปในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ทำให้สามารถติดต่อกับดินแดนรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
โดยเฉพาะตอนเหนือของทวีปแอฟริกา อนึ่ง ตอนเหนือของแหลมอิตาลีแม้จะมีเทือกเขาแอลป์
(Alps)
ขวางกั้นแต่ชาวโรมันก็สามารถติดต่อกับดินแดนตอนกลางของยุโรปได้ไม่ยากนักเนื่องจากมีช่องเขาที่สามารถเดินทางผ่านได้
นอกจากนี้ชายฝั่งทะเลที่ยาวเหยียดของแหลมอิตาลีก็ช่วยให้ชาวโรมันติดต่อกับดินแดนอื่นๆได้สะดวก
ลักษณะที่ตั้งดังกล่าวแม้จะเคยเป็นจุดอ่อนที่เปิดโอกาสให้ศัตรูที่เข้มแข็งกว่าเข้ามารุกรานชาวโรมันสมัยโบราณได้โดยง่าย
แต่ในทางตรงข้าม
ชาวโรมันก็ใช้ประโยชน์จากสภาพภูมิศาสตร์ของตนในการรุกรานดินแดนอื่นๆ ทั่วทุกทิศ
จนขยายอำนาจเป็นจักรวรรดิโรมันในเวลาต่อมา
สภาพภูมิศาสตร์ของแหลมอิตาลียังมีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมเอกภาพของชาวโรมัน
ลักษณะภูมิประเทศของแหลมอิตาลี แม้จะมีเทือกเขาอะเพนไนน์ (Apennine)
ทอดขนานตามความยาวของรองเท้าบูต
แต่เทือกเขานี้ก็ไม่สูงชันเหมือนกับภูเขาในดินแดนกรีก
จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการติดต่อค้าขายภายในและการรวมอำนาจสู่ศูนย์กลาง นอกจากนี้
แหลมอิตาลียังมีพื้นที่ราบเชิงเขาที่มีดินอุดมสมบูรณ์
รวมทั้งมีภูมิอากาศที่อบอุ่นช่วยให้การเพาะปลูกได้ผลดี
ชาวโรมันจึงมีเศรษฐกิจรุ่งเรือง สามารถขยายตลาดการค้าภายในดินแดนของตนและไม่ต้องพึ่งพาการค้าต่างประเทศมากนัก
ระบบปกครอง
ชาวโรมันได้สถาปนาการปกครองระบอบสาธารณรัฐขึ้นหลังจากรวมอำนาจในแหลมอิตาลีได้
ระบอบสาธารณรัฐสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่ชาวโรมัน
เพราะเป็นระบอบที่เปิดโอกาสให้พลเมืองโรมันทุกคนทั้งชนชั้นสูง สามัญชน และทหาร
มีส่วนร่วมในการปกครอง ด้วยการเลือกตั้งตัวแทนของกลุ่มตนเข้าไปบริหารออกกฎหมาย
กำหนดนโยบายต่างประเทศ และประกาศสงคราม โดยมีกงสุล (Consull)
ซึ่งมาจากการเลือกตั้งทำหน้าที่ประมุขและบริหารการปกครองทุกด้าน
การมีส่วนร่วมในการปกครองของพลเมืองโรมันทำให้สาธารณรัฐโรมันแข็งแกร่งมั่นคงและเจริญก้าวหน้า
ต่อมาเมื่อโรมันขยายอำนาจครอบครองดินแดนอื่นๆอย่างรวดเร็ว
จึงเปลี่ยนระบอบปกครองเป็นจักวรรดิ มีจักรวรรดิเป็นผู้มีอำนาจสูงสุด
จักรวรรดิได้แต่งตั้งชาวโรมันปกครองอาณานิคมต่างๆ โดยตรง
ทำให้สามารถควบคุมดินแดนต่างๆ และส่งผลให้จักรวรรดิโรมันมีอำนาจยืนยาวหลายร้อยปี
กองทัพโรมัน
ความเข้มแข็งของกองทัพโรมันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมการขยายอิทธิพลของจักรวรรดิโรมัน
กองทัพโรมันมีชื่อเสียงในด้านความสามารถและประสิทธิภาพการรบ
ความสำเร็จส่วนใหญ่เกิดจากการจัดองศ์กรภายในกองทัพที่ดีเยี่ยมและการฝึกฝนทหารให้มีประสิทธิภาพและมีวินัย
โดยใช้บทลงโทษที่รุนแรง
นอกจากนี้ความเข้มแข็งของกองทัพยังรวมถึงความรับผิดชอบของทหารแต่ละคนอีกด้วย
(ทหารโรมันประกอบด้วยพลเมืองชายทุกคน มีหน้าที่รับใช้กองทัพในยามเกิดศึกสงคราม
ทหารเหล่านี้ไม่มีตำแหน่งในกองทัพ เว้นแต่ได้ปฏิบัติหน้าที่เกินกว่า 10 ปีขึ้นไป)
กองทัพโรมันมีสถานะสำคัญมากขึ้นในสมัยจักรวรรดิ
ซึ่งต้องอาศัยกองทัพค้ำจุนอำนาจของจักรวรรดิทหารโรมันถูกมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ปกครองจักรวรรดิและเขตแดน
จักรวรรดิโรมันได้สร้างป้อมและค่ายทหารจำนวนมากตามแนวชายแดนของจักรวรรดิโดยเฉพาะทางตอนเหนือ
โดยเกณฑ์ชาวพื้นเมืองของดินแดนอาณานิึคมมาเป็นทหาร
ซึ่งได้รับสัญญาว่าถ้าปฏิบัติหน้าที่ครบ 25 ปี
ก็จะได้รับสิทธิเป็นพลเมืองโรมัน ดังนั้นจักรววรดิโรมัน
จึงมีทหารปฏิบัติหน้าที่รักษาชายแดนประมาณเกือบ 500000 คน
อนึ่ง เพื่อเป็นการกระชับการปกครองดินแดนอาณานิคม
จักรวรรดิโรมันได้สร้างถนนจำนวนมากเชื่อมระหว่างค่ายทหารซึ่งต่อมาถูดพัฒนาขึ้นเป็นเมืองกับเมืองหลักต่างๆ
ในเขตจักรวรรดิ และยังสร้างถนนหลวงเชื่อมเมืองหลักเหล่านี้กับกรุงโรม
จนมีคำขวัญว่า “ถนนทุกสายมุ่งสู่กรุงโรม“
2.การขยายอำนาจของจักวรรดิโมัน
ชาวโรมันโบราณที่อพยพเข้ามาอยู่ในแหลมอิตาลีประกอบด้วยเผ่าที่สำคัญ
2 เผ่า คือ พวกละติน ซึ่งอพยพมาจากทางตอนเหนือ
เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตที่ราบตะวันตก และตามแนวแม่น้ำไทเบอร์ (Tiber
River) จากนั้นได้สร้างเมืองต่างๆ ขึ้นรวมทั้งกรุงโรม
อีกเผ่าหนึ่งคือพวกอีทรัสคัน (Etruscans) ซึ่งอพยพมาจากเอเชียไมเนอร์เมื่อประมาณ
900 ปีก่อนคริสต์ศักราช
พวกอีทรัสคันได้ขยายอาณาเขตรุกรานดินแดนของพวกละติน
และสถาปนากษัตริย์ปกครองแหลมอิตาลีเมื่อประมาณ 600
ปีก่อนคริสต์ศักราช หลังจากขยายอำนาจปกครองได้ประมาณ 100 ปี
พวกอีทรัสคันก็สูญเสียอำนาจ และผสมกลมกลืนกับพวกละตินจนกลายเป็นชาวโรมันในเวลาต่อมา
ความเจริญรุ่งเรืองที่พวกอีทรัสคันสร้างไว้ให้แก่อารยธรรมโรมันคือ
การนำตัวอักษรกรีกเข้ามาใช้ในแหลมอิตาลี ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นอักษรโรมัน
พัฒนาการของสาธารณรัฐในโรมัน
ชาวโรมันได้สถาปนาสาธารณรัญโรมันขึ้นหลังจากอีทรัสคันเสื่อมสลายไป
จากนั้นได้ขยายอำนาจทั่วแหลมอิตาลีและในดินแดนรอบๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ระหว่างปี
264-146 ก่อนคริสต์ศักราช โรมันได้ทำสงครามพูนิก (Punic War) กับคาร์เทจ (Carthage) ถึง 3
ครั้ง
คาร์เทจเป็นนครริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนทางตอนเหนือของทวีปแอฟริกาในเขตประเทศตูนิเชียปัจจุบัน
ในอดีตเป็นอาณานิคมที่ชาวฟินิเซียนสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการค้าในเขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ต่อมาได้เจริญเติบโตและมั่งคั่งพร้อมทั้งมีอาณานิคมของตนหลายแห่ง
เมื่อโรมันขยายอำนาจลงมาทางใต้ของแหลมอิตาลีได้เกิดขัดแย้งกับคาร์เทจ
ซึ่งมีอาณานิคมอยู่ไม่ไกลจากแหลมอิตาลีมากนัก คาร์เทจพ่ายแพ้แก่โรมันในสงครามพูนิกทั้ง
3 ครั้ง
ทำให้โรมันมีอำนาจเหนือดินแดนรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนด้านตะวันตก รวมทั้งสเปน
ซึ่งอุดมด้วยเหมืองทองและเงิน
นอกจากนี้แล้ว
โรมันยังเอาชนะอาณาจักรซิโดเนียซึ่งเป็นพันธมิตรของคาร์เทจได้เมื่อปี 147 ก่อนคริสต์ศักราช ดังนั้นนครรัฐกรีกทั้งปวง
ตลอดจนดินแดนในเขจเอเชียไมเนอร์ซึ่งเป็นอดีตอาณานิคมของมาซิโดเนียจึงอยู่ภายในอำนาจของโรมันด้วย
การสถาปนาจักรวรรดิโรมัน
การทำสงครามขยายอำนาจครอบครองดินแดนต่างๆ
ทำให้เกิดผู้นำทางการทหารซึ่งได้รับความจงรักภักดีจากทหารของตน เกิดการแก่งแย่งอำนาจกันระหว่างกลุ่มผู้นำกองทัพกับสมาชิกสภาซีเนตซึ่งคุมอำนาจปกครองอยู่เดิม
ในปี 46 ก่อนคริสต์ศักราช จูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar)แม่ทัพโรมันซึ่งมีฐานอำนาจอยู่ที่แหลมอิตาลี
สเปน กรีก และอียิปต์ ได้เข้าควบคุมกรุงโรม ปีต่อมาเขาได้รับการสถาปนาเป็นผู้เผด็จการ
(Dictator) และมีอำนาจสูงสุดเทียบเท่ากษัตริย์
ขณะนั้นโรมันยังคงปกครองในระบอบสาธารณรัฐ แต่อำนาจขององค์กรการเมืองถูกลิดรอน เช่น
การเพิ่มจำนวนสมาชิกในสภาซีเนตจากเดิมซึ่งมีเพียง 300 คน
เป็น 900 คน และยังอนุญาตให้สมาชิกมาจากพลเมืองกลุ่มอื่นๆ
ได้นอกเหนือจากเดิมที่สงวนให้เฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น
นอกจากนี้ซีซาร์ยังให้สถานะ “พลเมืองโรมัน” แก่ประชาชนทั่วไปตามเขตต่างๆ มากขึ้น
นโยบายดังกล่าวช่วยเพิ่มอิทธิพลและอำนาจของซีซาร์
เป็นเหตุให้มีผู้อิจฉาริษยาอำนาจของเขา ซีซาร์ถูกลักลอบสังหารเมื่อปี 44 ก่อนคริสต์ศักราช
ต่อมาในปี 27 ก่อนคริสต์ศักราช ออคเตเวียน (Octavian) หลานชายของซีซาร์ได้เปลี่ยนแปลงระบอบสาธารณรัฐเป็นระบอบจักรวรรดิ
และสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิออกุสตุส (Augustus) ครองอำนาจระหว่างปี
27-14 ก่อนคริสต์ศักราช
พระองค์ทรงเป็นทั้งประมุขสูงสุดที่มีอำนาจปกครองด้านบริหารและนิติบัญญัติ
รวมทั้งเป็นจอมทัพอีกด้วย
ในสมัยจักรพรรดิออกุสตุสนี้จักรวรรดิโรมันได้ขยายอำนาจออกไปไกลถึงสเปน ซีเรีย
เขตลุ่มแม่น้ำไรน์ และแม่น้ำดานูป ตลอดจนถึงเขตทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกา
ระหว่าง ค.ศ.117-180 จักรวรรดิโรมันเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด
สามารถขยายอิทธิพลครอบครองดินแดนมากกว่าครึ่งหนึ่งของภาคพื้นทวีปยุโรป
รวมทั้งเกาะอังกฤษ (ยกเว้นสกอตแลนด์)
ส่วนทางด้านตะวันออกก็สามารถขยายอิทธิพลต่อเนื่องไปจนถึงดินแดนเมโสโปเตเมียและอาร์เมเนีย
ความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิโรมันส่งผลให้อารยธรรมโรมันแพร่เข้าไปในดินแดนต่างๆ
โดยเฉพาะทวีปยุโรปซึ่งรับความเจริญจากอารยธรรมโรมันทั้งด้านการเมือง การปกครอง
เศรษฐกิจ และสังคม
ออกุสตุส จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งโรมัน
ความเสื่อมของจักรวรรดิโรมัน ตั้งแต่ ค.ศ. 180 จักรวรรดิโรมันเริ่มเสื่อมอำนาจลง
เนื่องจากไม่สามรถปกครองจักรวรรดิที่มีขนาดกว้างใหญ่มากๆได้
บางช่วงต้องมีการแต่งตั้งจักรพรรดิร่วมเพื่อแยกกันปกครองจักรวรรดิ
ใน ค.ศ. 324 จักพรรดิคอนสแตนติน (Constantine) ได้ปกครองจักวรรดิโรมัน
และเกิดเหตุการณ์สำคัญ 2 เหตุการณ์ คือ
เหตุการณ์แรก
ได้แก่การย้ายศูนย์กลางการปกครองจากกรุงโรมไปยังกรุงคอนสแตนติโนเปิล
(Constantinople)
เรียกว่าจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine) เมื่อ
ค.ศ. 330 ทำให้จักรวรรดิโรมันถูกแบ่งแยกเป็น 2 ส่วน คือ จักรวรรดิโรมันตะวันตก ซึ่งยังคงมีศูนย์กลางที่กรุงโรม
และจักรวรรดิไบแซนไทน์หรือหรือจักรวรรดิโรมันตะวันออก มีศูนย์กลางที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล
(ปัจจุบันคือนครอิสตันบูลในประเทศตุรกี)
ส่งผลให้จักรวรรดิโรมันเสื่อมอำนาจลงและถูกรุกรานในเวลาต่อมา
เหตุการณ์ที่ 2
คือการที่จักรพรรดิคอนสแตนตินหันไปนับถือศาสนาคริสต์และทำให้คริสต์ศาสนาแพร่หลายในเขตจักรวรรดิโรมัน
และกลายเป็นศาสนาหลักของโลกตะวันตกในเวลาต่อมา
ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 5 จักรวรรดิโรมันถูกแบ่งแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง
จักวรรดิโรมันตะวันตกอ่อนแอลงตามลำดับเพราะถูกทำลายโดยพวกอารยชนสำคัญ 2 เผ่า คือ เผ่าเยอรมันซึ่งมาจากทางเหนือของแม่น้ำไรน์และแม่น้ำดานูบ
และพวกฮัน (Huns) ซึ่งเป็นเชื้อสายเอเชียมาจากทางเหนือของทะเลดำ
พวกเยอรมันโจมตีกรุงโรมได้ใน ค.ศ. 410
และปล้นสะดมทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้เกิดความระส่ำระสายขึ้นในจักรวรรดิโรมันตะวันตก ในที่สุดจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกก็ถูกโค่นใน
ค.ศ. 476
ซึ่งนักประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นปีที่จักรวรรดิโรมันล่มสลาย
แม้ว่าจักรวรรดิไบแซนไทน์ยังดำรงอยู่ต่อไปก็ตาม
3.มรดกของอารยธรรมโรมัน
ชาวโรมันได้ใช้เวลานานกว่า
600 ปีในการผสมผสานและหล่อหลอมอารยธรรมของตน
ซึ่งได้เผยแพร่ไปทั่วจักรวรรดิโรมันที่กว้างใหญ่
ความโดเด่นของอารยธรรมโรมันเกิดจากรากฐานที่แข็งแรง
ซึ่งได้รับจากอารยธรรมกรีกและอารยธรรมของดินแดนรอบๆ
ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนผสานกับความเจริญก้าวหน้าที่เป็นภูมิปัญญาของชาวโรมันเองที่พยายามคิดค้นและสร้างระบบต่างๆ
เพื่อดำรงความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิโรมันไว้ ทำให้จักรวรรดิโรมันเจริญก้าวหน้า
ทั้งด้านการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคม
ด้านการปกครอง
อารยธรรมด้านการปกครองเป็นภูมิปัญญาของชาวโรมันที่ได้พัฒนาระบอบการปกครองของตนขึ้นเป็นระบอบสาธารณรัฐและจักรวรรดิ
เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับจักรวรรดิโรมัน จุดเด่นของการปกครองแบบโรมัน
คือการให้พลเมืองมีส่วนร่วมในการบริหารราชการส่วนกลาง
และการปกครองโดยใช้หลักกฎหมาย
การปกครองส่วนกลาง
พลเมืองโรมันแต่ล่ะกลุ่ม
ทั้งชนชั้นสูง สามัญชน และทหาร ต่างมีโอกาสเลือกผู้แทนของตนเข้าไปบริหารประเทศรวม 3 สภา คือ สภาซีเนต (Senate) ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มแพทริเซียน
(Patricians) หรือชนชั้นสูง สภากองร้อย (Assembly of
Centuries) ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มทหารเหล่าต่างๆ และราษฎร (Assembly
of Tribes) ซึ่งเป็นตัวแทนของพวกพลีเบียน (Ple-beians) หรือสามัญชนเผ่าต่างๆ รวม 35 เผ่า
แต่ละสภามีหน้าที่และอำนาจแตกต่างกัน
รวมทั้งการคัดเลือกเจ้าหน้าที่ไปบริหารงานส่วนต่างๆ
แต่โดยรวมแล้วสภาซีเนตมีอำนาจสูงสุด เพราะได้ควบคุมการปกครองทั้งด้านบริหาร
นิติบัญญัติ และตุลาการ ตลอดจนกำหนดนโยบายต่างประเทศด้วย
กฎหมายโรมัน โรมันมีกฎหมายมาตั้งแต่สมัยสาธารณรัฐ
ในระยะแรกกฎหมายไม่ได้เขียนเป็นลายลักษณ์
การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปตามวินิจฉัยของผู้พิพากษาซึ่งเป็นกลุ่มชนชั้นสูง
ดังนั้นพวกสามัญชนจึงเรียกร้องให้เขียนกฎหมายเป็นลายลักษณ์
ซึ่งต่อมาได้แกะสลักบนแผ่นไม้รวม 12
แผ่นเรียกว่า กฎหมายสิบสองโต๊ะ (Twelve Tables) ความโดดเด่นของกฎหมายโรมันคือ
ความทันสมัย
เพราะมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับโครงสร้างการปกครองที่เปลี่ยนเป็นระบอบจักรวรรดิและสภาพแวดล้อมของประชาชนในทุกส่วนของจักรวรรดิ
นอกจากนี้ตุลาการชาวโรมันยังมีส่วนทำให้เกิดการยอมรับหลักการพื้นฐานของกฎหมายว่า
ประชาชนทุกคนมีความเสมอภาคกันภายใต้กฎหมาย
ซึ่งรวมถึงกระบวนการยุติธรรมที่ยึดเป็นแบบอย่างปฏิบัติต่อมาถึงปัจจุบันคือ
ให้สันนิษฐานว่าผู้ต้องหาทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน
จนกว่าจะมีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่ามีการกระทำความผิด
กฎหมายโรมันเป็นมรดกทางอารยธรรมที่สำคัญ
เพราะเป็นพื้นฐานของหลักกฎหมายของประเทศต่างๆในทวีปยุโรป
และยังมีอิทธิพลอย่างมากต่อกฎและข้อบังคับของศาสนาคริสต์
ด้านเศรษฐกิจ
จักรวรรดิโรมันมีนโยบายส่งเสริมการผลิตทางด้านเกษตรกรรม
และอุตสากหรรม รวมทั้งการค้ากับดินแดนภายในและภายนอกจักรวรรดิ
ด้านเกษตรกรรม
เดิมชาวโรมันในแหลมอิตาลีประกอบเกษตรกรรมเป็นหลัก
และพึ่งพิงการผลิตภายในดินแดนของตน
ต่อมาเมื่อจักรวรรดิโรมันขยายอำนาจออกไปครอบครองดินแดนอื่นๆ
การเพาะปลูกพืชและข้าวในแหลมอิตาลีเริ่มลดลง เนื่องจากรัฐส่งเสริมให้ดินแดนอื่นๆ
นอกแหลมอิตาลีปลูกข้าว โดยวิธีการปฏิรูปที่ดิน
ดินแดนที่ปลูกข้าวส่วนใหญ่อยู่ในแคว้นกอล (Gaull) เขตประเทศฝรั่งเศสปัจจุบัน
และตอนเหนือของแอฟริกา
ส่วนพื้นที่การเกษตรในแหลมอิตาลีส่วนใหญ่เปลี่ยนไปทำไร่องุ่นและเลี้ยงสัตว์
ด้านการค้า
การค้าในจักรวรรดิโรมันรุ่งเรืองมาก
มีทั้งการค้ากับดินแดนภายในและนอกจักรวรรดิ
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การค้าเจริญรุ่งเรือง ได้แก่
ขนาดของดินแดนที่กว้างใหญ่และจำนวนประชากร
ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่สามารถรองรับสินค้าต่างๆได้มาก
นอกจากนี้การจัดเก็บภาษีการค้าก็อยู่ในอัตราต่ำและยังมีการใช้เงินสกุลเดียวกันทั่วจักรวรรดิ
ประกอบกับภายในจักวรรดิโรมันมีระบบคมนาคมขนส่งทางบก คือ
ถนนและสะพานที่ติดต่อเชื่อมโยงกับดินแดนต่างๆ ได้สะดวก
ทำให้การติดต่อค้าขายสะดวกรวดเร็ว การค้ากับดินแดนนอกจักรวรรดิโรมันที่สำคัญได้แก่
ทวีปเอเชีย โดยเฉพาะการค้ากับอินเดียซึ่งส่งสินค้าประเภทเครื่องเทศ ผ้าฝ้าย
และสินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ สำหรับชนชั้นสูงเข้ามาจำหน่าย
โดยมีกรุงโรมและนครอะเล็กซานเดรียในอียิปต์เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ
ด้านอุตสาหกรรม
ความรุ่งเรืองทางกาค้าของจักรวรรดิโรมันส่งเสริมให้มีการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง
ดินแดนที่มีการประกอบอุตสาหกรรมที่สำคัญได้แก่ แหลมอิตาลี สเปน และแคว้นกอล
ซึ่งผลิตสินค้าประเภทเครื่องปั้นดินเผาและสิ่งทอ อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมในเขตจักรวรรดิโรมันส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่ใช้แรงงานคนเป็นหลัก
ด้านสังคม
จักรวรรดิโรมันมีความเจริญด้านสังคมมาก
ที่สำคัญได้แก่ ภาษา การศึกษา วรรณกรรม การก่อสร้าง และสถาปัตยกรรม วิทยาการต่างๆ
และวิถีดำรงชีวิตของชาวโรมัน ภาษาละติน ชาวโรมันพัฒนาภาษาละตินจากตัวพยัญชนะในภาษากรีกที่พวกอีทรัสคันนำมาใช้ในแหลมอิตาลี
ภาษาละตินมีพยัญชนะ 23 ตัว
ใช้กันแพร่หลายในมหาวิทยาลัยของยุโรปสมัยกลาง
และเป็นภาษาทางราชการของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกมาจนถึงศตวรรษ 1960 นอกจากนี้ภาษาละตินยังเป็นภาษากฎหมายของประเทศในยุโรปตะวันตกนานหลายร้อยปีและเป็นรากของภาษาในยุโรป
ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส และโรมาเนีย
ภาษาละตินยังถูกนำไปใช้เป็นชื่อทางวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกับภาษากรีกด้วย
การศึกษา
โรมันส่งเสริมการศึกษาแก่ประชาชนของตนทั่วจักวรรดิในระดับประถมและมัธยม
โดยรัฐจัดให้เยาวชนทั้งชายและหญิงที่มีอายุ 7 ปี
เข้าศึกษาในโรงเรียนประถมโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน
ส่วนการศึกษาระดับมัธยมเริ่มเมื่ออายุ 13 ปี
วิชาที่เยาวชนโรมันต้องศึกษาในระดับพื้นฐาน ได้แก่ ภาษาละติน เลขคณิต และดนตรี
ผู้ที่ต้องการศึกษาวิทยาการเฉพาะด้าน ต้องเดินทางไปศึกษาตามเมืองที่เปิดสอนวิชานั้นๆ
โดยเฉพาะ เช่น กรุงเอเธนส์สอนวิชาปรัชญา นครอะเล็กซานเดรียสอนวิชาการแพทย์
ส่วนกรุงโรมเปิดสอนวิชากฎหมาย คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์
ด้านวรรณกรรม
โรมันได้รับอิทธิพลด้านวรรณกรรมจากกรีก
ประกอบกับได้รับการส่งเสริมจากจักรพรรดิโรมัน จึงมีผลงานด้านวรรณกรรมจำนวนมากทั้งบทกวีและร้อยแก้ว
มีการนำวรรณกรรมกรีกมาเขียนเป็นภาษาละตินเพื่อเผยแพร่ในหมู่ชาวโรมัน
และยังมีผลงานด้านประวัติศาสตร์ นักประวัติศาสตร์โรมันที่มีชื่อเสียงคือ แทซิอุส (Tacitus)
ซึ่งวิพากษ์การใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยของชาวโรมัน ส่วนกวีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของโรมันคือ
ซิเซโร (Cicero) ซึ่งมีผลงานจำนวนมากรวมทั้งการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
ซิเซโร
กวีผู้มีชื่อเสียงแห่งโรมัน
การก่อสร้างและสถาปัตยกรรม
ผลงานด้านการก่อสร้างเป็นมรดกที่ยิ่งใหญ่ของชาวโรมัน
โรมันเรียนรู้พื้นฐานและเทคนิคการก่อสร้าง
การวางผังเมืองและระบบระบายน้ำจากกรีกจากนั้นได้พัฒนาระบบก่อสร้างของตนเอง
ชาวโรมันได้สร้างผลงานไว้เป็นจำนวนมาก เช่น ถนน สะพาน ท่อส่งน้ำประปา
อัฒจันทร์ครึ่งวงกลม สนามกีฬา ฯลฯ อนึ่ง
ในสมัยนี้มีการใช้ปูนซีเมนต์เป็นวัสดุก่อสร้างอย่างแพร่หลาย นอกจากผลงานด้านการก่อสร้างแล้ว
โรมันยังมีผลงานด้านสถาปัตยกรรมซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นศิลปกรรมที่งดงามจำนวนมาก
เช่น พระราชวัง วิหาร โรงละครสร้างเป็นอัฒจันทร์ครึ่งวงกลม ฯลฯ อย่างไรก็ตาม
แม้ว่าโรมันจะรับสถาปัตยกรรมกรีกเป็นต้นแบบงานสถาปัตยกรรมของตน
แต่ชาวโรมันก็ได้พัฒนารูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตนด้วย เช่น ประตู วงโค้ง
และหลังคาแบบโดม
โคลอสเซียม
สถาปัตยกรรมของชาวโรมัน ปัจจุบันอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี
ด้านวิทยาการต่างๆ
ชาวโรมันไม่ได้พัฒนาความเจริญก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์มากนัก
แต่ได้สร้างคุณูปการสำคัญให้แก่ชาวโลกซึ่งได้แก่การรวบรวมและบันทึกวิทยาการต่างๆ
ที่ได้รับมาและตกทอดเป็นมรดกแก่ชาวโลก เช่น ตำราด้านการแพทย์ ดาราศาสตร์
เกษตรศาสตร์ สัตวแพทย์ ฯลฯ
อย่างไรก็ตามการแพทย์และสาธารณสุขของโรมันนับว่าก้าวหน้ามาก
แพทย์โรมันสามารถผ่าตัดรักษาโรคได้หลายโรค โดยเฉพาะการผ่าตัดทำคลอดทารกจากทางหน้าท้องของมารดา
ซึ่งเรียกว่า ศัลยกรรมซีซาร์ (Caesarean Operation) นอกจากนี้ยังมีการสร้างโรงพยาบาลระบบบำบัดน้ำเสียและสิ่งปฏิกูล
วิถีชีวิตของชาวโรมัน ความเจริญรุ่งเรืองของจักรวรรดิโรมัน
ทำให้ชนชั้นสูงชาวโรมันและผู้มีฐานะมั่งคั่งดำรงชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยหรูหรา
ทั้งการสร้างคฤหาสน์ที่โอ่อ่า สุขสบาย มีสิ่งบำเรอความสะดวกครบถ้วน
ลักษณะเด่นที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตที่หรูหราของชาวโรมันคืออ่างอาบน้ำ
ซึ่งมีทั้งที่อยู่ในบ้านและที่อาบน้ำสาธารณะ
ในทางตรงข้ามประชาชนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน โดยเฉพาะในกรุงโรมมีคนจนจำนวนมากซึ่งมีชีวิตยากจน
ส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างและขาดสวัสดิการ
ลักษณะเช่นนี้สะท้อนถึงปัญหาสังคมของเมืองใหญ่ที่เจริญก้าวหน้าทางด้านวัตถุ
แต่มักประสบปัญหาด้านคุณภาพชีวิตของประชาชน
สรุป
อารยธรรมสมัยโบราณคือเมโสโปเตเมียและอียิปต์
แม้จะมีแหล่งกำเนิดอยู่ในเขตทวีปเอเชียและทางตอนเหนือของแอฟริกา
แต่ความเจริญส่วนใหญ่กลับเป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันตก
เนื่องจากกรีกและโรมันรับเอาความเจริญของอารยธรรมอียิปต์และเมโสโปเตเมียไปพัฒนาและผสมผสานกลมกลืนเป็นอารยธรรมของตน
ซึ่งได้ลืบทอดไปสู่ทวีปยุโรปพร้อมกับการขยายตัวของจักรวรรดิโรมัน ทำให้อารยธรรมตะวันตกหล่อหลอมขึ้นจากความหลากหลาย
ส่วนอารยธรรมจีนและอินเดียเป็นอารยธรรมหลักของอารยธรรมตะวันออกโบราณที่ได้รับอิทธิพลจากโลกภายนอกไม่มากนัก
เป็นพลให้พัฒนาการของอารยธรรมตะวันออกและอารยธรรมตะวันตกในเวลาต่อมาต่างมีเอกลักษณ์ของตนเอง